Frist Box มิติหลังความตาย
- กล่อง ข้าว
- 12 ต.ค. 2564
- ยาว 2 นาที
ตอนที่ 1 มิติหลังความตาย
“เริ่มการยืนยันผู้เข้าเยือน นายพิชิต บุญค้ำ” เสียงเรียบๆ ไร้อารมณ์เหมือนเสียงของเครื่องจักรดังขึ้นอยู่ในความมืด
“ทำการยืนยันตัวตนสำเร็จ เริ่มการดาวน์โหลดข้อมูล”
“ทำการดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จสิ้น จะเริ่มการตัดสินหลังจากนี้” หลังจากเสียงเรียบๆ นั้นจบลงไฟก็ค่อยๆ สว่างขึ้นจนในที่สุดก็มองเห็นสิ่งรอบๆ ได้อย่างชัดเจน มันเป็นห้องขนาดเล็กสีเทา กลางห้อมมีโต๊ะทำงานตั้งคั้นกลางคนสองคนอยู่ ฝั่งหนึ่งเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียว ผมสีดำสนิทมัดรวบไว้บนศรีษะ ดวงตาคมสีน้ำตาลและปากกระจับสีแดง นับว่าเป็นหญิงสาวที่สวยมากทีเดียว อีกฝั่งหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงผอม ผมสั้นสีดำและดวงตาสีน้ำตาล เขาใส่แว่นทรงกลมไม่มีกรอบแว่นและใส่สูทเหมือนพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ฝั่งของชายหนุ่มตอนนี้กำลังมึนงงเป็นอย่างมาก
“นีมันอะไรกัน ที่นี่ที่ไหน” ชายหนุ่มอุทานออกมาเขาพูดขึ้นอด้วยอารมณ์หวาดกลัวและสงใส
“ที่นี่เป็นอีกมิติที่แยกออกมาจากโลกของคุณค่ะ” เสียงของหญิงสาวอีกฝั่งพูดขึ้น
“หมายความว่าไง ผมไม่เล่นด้วยหรอกนะ” ชายหนุ่มถามกลับไป คราวนี้เขาเริ่มไม่พอใจ
“มิติที่แยกตัวออกมานี้จะเรียกว่าโลกหลังความตายก็ได้ค่ะ” เสียงเรียบๆของหญิงสาวตอบกลับไปอีกครั้ง
“หมายความว่าไง ผมบอกแล้วว่าผมไม่เล่น ถ้าพวกคุณยังทำอะไรบ้าๆอยู่จนผมไปทำงานสายผมจะฟ้องพวกคุณให้หมด” ชายหนุ่มไม่พอใจแล้ว เขาตะโกนขึ้นมาอย่างเกรี้ยวโกรธใช้สองมือตบโต๊ะเสียงดัง
“นายพิชิต บุญค้ำ เกิดวันที่ 29 กันยายน ปี 2532 เสียชีวิตวันที่ 19 ตุลาคม ปี 2562 รวมทั้งสิ้นมีอายุ 30 ปี สาเหตุการตาย เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถที่คุณขับเกิดอุบัติเหตุจนแหกโค้งชนเสาไฟฟ้าข้างทางจนหักโค่นลงมาทับคุณจนเสียชีวิต” หญิงสาวอธิบาย เธอไม่สะทกสะท้านกับเสียงตบโต๊ะของชายหนุ่มด้ายหน้าแม้แต่นิดเดียว กลับกันเป็นชายหนุ่มเสียอีกที่มีปฏิกิริยากับคำพูดของหญิงสาว
“หมายความว่าไงที่บอกว่าฉันตายแล้ว เฮ้ย นี่มันไม่ตลกนะคุณ”
“คุณพิชิตยังไม่เข้าใจอีกหรอคะ ดิฉันบอกว่านี่คือโลกหลังความตายและคนที่จะมาอยู่ที่นี่ได้คือคนที่ตายไปแล้ว กรุณาคิดให้ถี่ถ้วนด้วยนะคะคุณพิชิต” ทางฝั่งหญิงสาวพูดย้ำ
“ตายแล้วหรอ ไม่จริงน่า” ชายหนุ่มรำพึง เขาทิ้งร่างนั่งลงบนเก้าอี้แรงๆ หลังจากสูดหายใจเข้าปอดสองสามครั้งเขาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่ตรงข้าม
“ผมพอเข้าใจแล้ว แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ไง แบบว่าทำไมผมถึงไม่ไปเกิด” พิชิตเอ่ยถาม
“ที่แห่งนี้คือมิติสำหรับพักผ่อนก่อนจะได้ไปเกิดค่ะ คุณพิชิตลองพูดว่า พอยท์ ดูค่ะ” หญิงสาวเริ่มอธิบายเธอเว้ยช่วงให้พิชิตลองทำตามที่เธอบอก
“พอยท์” เมื่อพิชิตพูดจบหน้าต่างสีใสก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าเขาทันที่
“นี่มันอะไรวะเนี่ย เหมือนจอโฮโลแกรมเลย” ชายหนุ่มอุทาน เขาลองสำรวจหน้าจอนั้นอย่างละเอียด
“ว่าแต่ตัวเลขตรงนีคืออะไร 2,347 พอยท์ คะแนนอะไร” พิชิตพูดถามหญิงสาว
“พอยท์เป็นแต้มที่คุณมีติดตัวมาจากมิติที่คุณเคยอยู่ค่ะ มีเอาไว้และสิ่งของในหมู่บ้านที่คุณจะไปพักระหว่ารอไปเกิดค่ะ” หญิงสาวอธิบาย
“พอยท์นี้เป็นของส่วนตัว โอนให้ใครไม่ได้และจะไม่มีใครโอนให้คุณได้เช่นกัน” หญิงสาวอธิบายเพิ่มเติม เธอหยุดพูดเมื่อพิชิตทำท่าเหมือนมีข้อสงใส
“ถ้าหาเพิ่มไม่ได้แล้วถ้ามันหมดละ” พิชิตเอ่ย
“พอยท์พวกนี้สามารถหาเพิ่มได้จากการขึ้นหอคอยค่ะ ในหมู่บ้านที่คุณจะไปอยู่จะมีหอคอยสูง หากคุณปีนหอคอยครบ 100 ครั้งคุณจะได้แต้มเพิ่ม 50 แต้มค่ะ” เสียงอธิบายจบลง พิชิตยังคงนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่
“50 พอยท์มันไม่น้อยไปหน่อยหรอ” พิชิตถามคำถามอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ได้รับคำตอบ หญิงสาวตรงหน้ายังนิ่งสนิทเหมือนไม่ได้ยินคำถามนี้
“งั้น มีอะไรที่ต้องรู้อีกไหม” พิชิตเปลี่ยนคำถาม
“ในแต่ละหมู่บ้านจะมีกฎเป็นของตัวเอง หอคอยของแต่ละหมู่บ้านจะมี 9 ชั้นเหมือนกันหมดแบะมีกฎเหมือนกัน ใครที่ขึ้นไปท้าทายหอคอยและแพ้กลับมาจะลืมทุกอย่างที่อยู่ในนั้นไปจนหมดและสุดท้าย ใครที่สามารถพิชิตหอคอยได้จะได้ไปเกิดใหม่ทันทีค่ะ”
“แล้วถ้ารอเวลาเกิดต้องรอกี่ปีครับ” พิชิตยังไม่หายสงสัย
“1,000 ปีค่ะ” หญิงสาวตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“แล้วมีอะไรอีกไหมครับ” พิชิตหมดข้อสงสัยแล้ว เขาถามหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้แน่ใจ
“การอธิบายเสร็จสมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไปการตัดสิน” เสียงไร้อารมณ์ของเครื่องจักรดังขึ้นมาอีกครั้งจากหญิงสาวตรงหน้า พิชิตตกใจเล็กน้อยแต่ไท่ได้โวยวายอะไร
“เริ่มกระบวนการตัดสิน” เสียงเครื่องจักรยังดีงต่อไป คราวนี้หญิงสาวยกมือขึ้นมาอยู่ตรงหน้าพิชิต ทันใดนั้นตราชั่งสีทองอันเล็กก็ปรากฏอยู่บนมือของเธอ ตราบั่งสองฝั่งลอยอยู่นิ่งๆ หน้าพิชิต ยังไม่ทันที่ชายหนุ้มจะหายตกใจอยู่ๆ ก็มีหนังสือสองเล่มลอยออกมาจากอกของเขา หนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือปกหนังสีน้ำตาลอีกเล่มเป็นหนังสือปกทอง หนังสือทั้งสองเล่มลอยไปอยู่คนละด้านของตาชั่ง ผ่านไปสักพักหนังสือปกทองก็ค่อยๆ เลือนหายไปเหลือไว้แต่หนังสือปกหนัง จากนั้นไม่นานก็มีประตูขนาดใหญ่เกิดขึ้นมา
“กระบวนการตัดสินเสร็จสิ้น นายพิชิต บุญค้ำ ไดอยู่หมู่บ้านใต้พิภพ” การตัดสินจบลงแล้ว พิชิตค่อยๆ เดินเข้าไปในประตูอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นห้องทั้งห้องก็มืดลงรอต้อนรับผู้ข้ามมิติคนต่อไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ที่ 2 หมู่บ้านใต้พิภพ
ตรงกึ่งกลางของหมู่บ้านอยู่ๆ ประตูขณาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นสักพักก็มีชายหนุ่มเดินออกมา นั้นคือพิชิต คนที่อยู่แถวนั้นมองมาที่ผู้มาใหม่บ้างแต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากมายเพราะคนที่ได้มาอยู่ที่หมู่บ้านนี้มีเยอะจนคนแน่นไปหมด
หลังจากพิชิตก้าวออกมาจากประตูมันก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อนพิชิตยื่นอึ่งอยู่เล็กน้อยก็อนจะออกเดินไปสำรวจรอบๆ เพื่อหวังจะหาลูทางในการอยู่อาศัยแต่ยังไม่ทั้นที่ชายหนุ่มจะก้าวเดินไปได้ถึงไหนก็มีเสียงของชายหนุ่มปริศนารั้งเขาไว้
“นี่นายหน้าใหม่ตรงนั้นนะ อย่าพึงเดินไปไหน ใช่นายนั้นแหละ” เสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มคนหนึ่งร้องทักพิชิต ชายคนนั้นรีบวิ่งเข้ามาหาเขาไวๆ และไม่นานเขาก็มายืนหอบอยู่เบื่องหน้าของพิชิต
“มีอะไรครับ” พิชิตขมวดคิ้วถามเขามองสำรวจชายตรงหน้าอย่างละเอียด ตรงหน้าเขาเป็นชายร่างใหญ่คนหนึ่ง เขามีรูปร่างท้วมและใส่แว่นหนาเตอะ คนตรงหน้าสวมเสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงขาสามส่วน
“สวัสดีครับ คุณคงมาใหม่ ผมชื่อกรมเป็นมีหน้าที่คอยช่วยเหลือคนมาใหม่ครับ” ชายตรงหน้าแนะนำตัว พิชิตเลิกคิ้วเล็กน้อยเขาหันมามองคนตรงหน้าแบบจริงๆ จังๆ
“ผมชื่อพิชิตครับ เรื่องข้อมูล ผู้หญิงที่เป็นคนส่งผมมาบอกอะไรหลายๆ อย่างไปบ้างแล้วครับ” พิชิตปฏิเสธไปแบบอ้อมๆ แต่ชายตรงหน้าไม่สนใจเขาทำเมินคำปฏิเสธของพิชิตแล้วพูดต่อ
“ข้อมูลตรงนั้นมันเล็กน้อยครับ ยังมีข้อมูลยิบย้อยอีกเยอะที่คุณน่าจะยังไม่รู้” กรมยังคงพูดต่อ เขาเดินพาพิชิตไปยังร้านค้าเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้
“ผมว่าไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมค่อนเรียนรู้เองก็ได้ครับ” พิชิตปฏิเสธอีกครั้งคราวนี้เขาพูดออกมาตรงๆ
“ออ ครับ เออ คือ ก็ได้ครับไม่เป็นไร” กรมทำท่ายอมแพ้เขาหันหลังกลับไปยังทางที่จากมา เมื่อเห็นดังนั้นพิชิตก็เดินต่อไปทันที่แต่เขาก็ไม่วายแอบเห็นชายหนุ่มชื่อกรมทำหน้าตาไม่พอใจใส่เขาอยู่ พิชิตเดินสำรวจไปรอบๆ หมู่บ้าน เขาพบว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่จน ทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองเมืองหนึ่งเลยทีเดียว พิชิตเดินไปเรื่อยๆ จนเจอสถานที่ที่เขาคิดว่านี่แหละน่าจะเป็นที่ให้ความช่วยเหลือแก่คนมาใหม่จริงๆ
ตึกขนาดกลางทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสที่สร้างจากอิฐและปูนตั้งตระหง่านแต่ต่างจากสิ่งก่อสร้างหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านที่เป็นเพียงกระท่อมไม้ ด้านหน้าตึกมีคนเดินกันขวักไขว่ไปมาเข้าออกแทบจะตลอดเวลา พิชิตเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปในตึกทันที ด้านในตึกไม่ได้ตกแต่งอะไรปล่อยโล่งไว้เป็นโถงกว้าง ผู้คนมากมายจับกลุ่มกันเล็กบ้างใหญ่บ้าง มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ แบบฟรีๆอยู่สองสามคน ชายหนุ่มมองสำรวจได้ไม่นานก็ต้องรียตรงดิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในมุมเล็กๆตรงนั้น
“สวัสดีครับ” พิชิตทักทายหนึ่งในเจ้าหน้าที่สองสามคนตรงนั้น เธอเป็นหญิงชราท่าทางใจดีคนหนึ่ง
“สวัสดีจะหนูมาใหม่สินะ อยากรู้อะไรบ้างละ” หยิงชรายิ้มตอบ เธอถามเรื่องที่พิชิตอยากรู้ทันที
“เออ ผมอยากทราบข้อมูลทั่วๆ ไปก่อนนะครับ” พิชิตคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบออกไป
“ข้อมูลทั่วไปงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ ข้อมูลทั่วไป” พิชิตพยักหน้ายืนยัน
“งั้นเธอตั้งใจฟังให้ดีนะ หมู่บ้านนี้เป็นมิติหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากโลกเรียกว่าโลกหลังความตายและหมู่บ้านนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกหลังความตาย ที่นี่ใช้พอยท์ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งพอยท์จะแลกได้แต่กับคนที่อยู่ที่มิตินี้อยู่แล้วไม่ใช่ผู้ข้ามมิติมาแบบพวกเรา การหาพอยท์เนี่ยเราจะต้องขึ้นไปตะลุยหอคอยที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ทุกๆ หนึ่งร้อยครั้งที่เราเข้าท้ายทายเราจะได้พอยท์มาจำนวนหนึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 50 พอยท์ แต่ไม่ต้องกังวลนะค่าครองชีพที่นี่ไม่แพงข้าวมื้อละหนึ่งพอยท์เอง” หญิงชราหยุดพูดไปพักหนึ่ง เธอหอบหายใจช้าๆ แล้วจึงพูดต่อ
“ต่อมาเป็นเรื่องหอคอยเนอะ หอคอยจะมีทั้งหมด 9 ชั้น ข้างในเป็นแบไหนไม่มีใครรู้เพราะคนที่กลับออกมาจะจำอะไรข้างในไม่ได้เลยนอกจากความรู้สึกตอนอยู่ในนั้นซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ความกลัว” หยิงชราหยุดพูดอีกครั้ง พิชิตที่ได้โอกาสจึงรีบถามอย่างรวดเร็ว
“จำอะไรไม่ได้ยกเว้นความรู้สึกหรอครับ ถ้างั้นทำไม่ถึงไม่หาอาชีพอื่นทำกันครับ” พิชิตถาม
“เพราะผู้มาจากอีมิติอย่างพวกเราแลกเปลี่ยนอะไรกันไม่ได้เลยจ่ะ ถึงซื้ออาหารมาและกันแต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้พอยท์อยู่ดี แล้วผู้มาจากอีกมิติไม่สามารถแปลรูปสิ่งของต่างๆ ในมิติได้เลย อาคารนี้เดิมทีก็เป็นอาคารร้างไม่มีคนใช้งานพวกเราถึงได้ใช้มาตั้งเป็นศูนย์กลางของพวกเราเองอย่างนี้” หญิงชราหยุดให้ผู้ใช้บริการของเธอได้คิดต่อสักพักจึงวกกลับเข้าเรื่องเดิม
“งั้นยายขอพูดต่อจากเรื่องเดิมนะ เวลาขึ้นหอคอยยายแนะนำว่าอย่าขึ้นคนเดียวให้ขึ้นไปกันเป็นกลุ่ม ไม่ไหวก็รีบออกมา เธอดูด้านหลังนะ นั้นนะเป็นคนที่กำลังหากลุ่มเข้าไปพิชิตหอคอย ใครที่สามารถพิชิตหอคอยได้จะสามารถไปเกิดก่อนเวลาได้ ใครๆ ก็อยากหนีไปจากความทรมานไม่รู้จบนี้ทั้งนั้น โลกนี้ไม่ใช่โลกของเรา มันไม่ต้อนรับเรา” หญิงชราหยุดพักอีกครั้ง
“เรื่องนี้หนูต้องตั้งใจฟังนะ มันเป็นเรื่องสุดท้ายแล้ว ตอนที่เธอเข้ามาในมิติครั้งแรกจะมีคนคอยให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ ก่อนจะถูกส่งมาที่นี่ใช่ไหม เธอนะบอกข้อมูลพวกเราไม่หมด นอกจากเราจะตรวจสอบแต้มของเราได้แล้ว เรายังตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ได้ด้วยอย่างเช่นเวลาที่เหลืออยู่ในมิตินี้ ของอื่นๆ ที่ติดตัวเธอมาจากโลกเดิมแล้วก็จำนวนครั้งที่เราเข้าไปในหอคอย หนูจำได้ใช่ไหมว่าเราจะลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนอยู่บนหอคอย จำนวนครั้งตรงนี้จะช่วยเราตอนไปเบิกเงินเมื่อจำนวนครั้งครบนะ แคกๆ ข้อมูลทั้งหมดคร่าวๆ ก็มีเท่านี้แหละ หนูอยากรู้อะไรอีกไหม” หญิงชรางอธิบายจบแล้ว เธอไออกมาเล็กน้อยก่อนจะหยิบน้ำออกมากิน
“ผมไม่มีข้อสงสัยอะไรแล้วครับ ขอบคุณมากๆ นะครับคุณยาย” พิชิตกล่าวขอบคุณคนจรงหน้า หญิงชรางยิ้มเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรๆ มันเป็นหน้าที่ของคนแก่ที่ปีนหอคอยไม่ได้นี่แหละ แล้วก็อย่าลืมพกเสบียงตอนขึ้นหอคอยด้วยนพหนู” คุณยายกล่าวปิดท้ายก่อนจะโบกมือลาพิชิต
พิชิตยกมือไหว้ขอบคุณคนตรงหน้าก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น ครั้งนี้ถึงเวลาเขาวางแผนแล้วว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
พิชิตเดินออกมาจากอาคารแล้วหามุมเงียบๆ ที่ไม่น่าสังเกตเพื่อตรวจสอบข้อมูลและวางแผนต่างๆ เขาเรียกหน้าจอขึ้นมาและเขาก็รู้แล้วว่าลืมอะไร เขาลืมถามคุณยายว่าต้องเรียกหน้าต่างนั้นออกมาอย่างไร
“หน้าต่างข้อมูล…..วินโดว์…..ป๊อบอัพ…..ยังไม่ได้อีก ต้องพูดว่าอะไรเนี่ย” พิชิตคร่ำครวญ เขาไม่น่าลืมถามคุณยายคนนั้นเลย
“ข้อมูล…..อาา…..ค่าสถานะ…..สเตตัส” ชายหนุ่มพูดคำที่เขานึกได้ไปเรื่อยๆและในที่สุดหน้าต่างข้อมูลของเขาก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
“ได้แล้ว เออ…ตรงนี้คือเวลาก่อนไปเกิดสินะ อืม 100 ปี เดี๋ยวนะ 100 ปีเลยหรอมันเยอะเกินไปแล้ว พอยท์แค่ไม่กี่พันจะอยู่ถึงร้อยปีได้ยังไง บ้าเอ้ย” พิชิตโวยออกมาเขาไม่อยากเข้าไปเจออะไรก็ไม่รู้ในหอคอยบ้าๆ นั้นหรอกนะ
“กรอด ช่วยไม่ได้รีบๆ หาทีมขึ้นหอคอยเลยก็แล้วกันแค่เข้าๆ ออกๆ สักร้อยรองคงไม่เท่าไหร่ โถเว้ย” พิชิตขบกรามจนขึ้นเสียงและพึมพัมออกมาอย่างไม่เบานัก หลังจากนั้นเขาก็ลุกออกไปเดินในหมู่บ้านอีกครั้งเพื่อหาซื้อเสบียง
ในหมู่บ้านใต้พิภพแห่งนี้มีบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่มาก เสียงพูดคุยจอแจของผู้คนในโลกนี้ดังขึ้นไม่ขาดสาย บ้านเรือนขนาดพอดีทำจากไม้ทั้งหลังแต่ดูทนทานและแข็งแรงมาก เด็กๆ หลายคนก็ออกมาวิ่งเล่นกันครื้นเครง ตอนนี้เหมือนพิชิตหลุดมาเดินอยู่กลางกองถ่ายหนังย้อนยุคสักเรื่อง เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่ตลาดแม้จะมีร้านค้าไม่เยอะมากเพราะเลยเวลาตลาดเช้ามามากแล้วแต่ก็ยังมีร้านค้าให้เห็นประปราย ร้านที่เห็นเยอะที่สุดเป็นร้านขายอาหาร มีทั้งอาหารแห้งสำหรับเดินทางและอาหารที่สามารถนั่งกินในร้านได้เลย พิชิตเดินสำรวจราค่าสิ่งของต่างๆ ไปเรื่อย เขาคำนวนออกมาแล้วว่าพอยท์ที่เขามีอยู่สามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้ไม่เกินสองปีแน่ๆ
“ยังไงก็ต้องปีนหอคอยสินะ ถึงแม้ค่าครองชีพที่นี่จะถูกมากแต่ด้วยพอยท์ที่เรามีอยู่น่าจะไม่พอถึงสองปี” พิชิตคำนวนสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องซื้เตรียมไว้สำหรับปีนหอคอย เขาเดินเข้าร้านนู้ออกร้านนี้จนในที่สุดชายหนุ่มก็รวบรวมของจนครบ พิชิตกลับมาที่ใต้ต้นไม้ในมุมเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตามุมเดิมอีกครั้ง
“ถึงสถาปัตยกรรมจะดูเหมือนยุคเก่าแต่พวกเทคโนโลยีด้านต่างๆ ค่อนค่างก้าวหน้าเลยสินะ โชคดีจริงๆ” พิชิตสรุปกับตัวเอง หลังจากที่เขาไล่ซื้อของที่จำเป็นหลายๆ อย่างมาจนครบ ในแต่ละร้านเขามักจะสังเกตถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่คนในโลกนี้ใช้ เขาเห็นคนในโลกนี้แทบทุกคนใช้โทรศัพท์ แถมในร้าค้าก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งหุ่นยนต์ขายของ หุ่นยนต์สำหรับเสริฟ์อาหาร ตู้แช่เย็น เครื่องคิดเงิน อุปกรณ์หลายๆ อย่างเหมือนกับที่โลกมากรวมทั้งอาหารด้วย พิชิตได้อาหารสำเร็จรูปมาหลายถุง น้ำหลายขวดและอุปกรณ์สำหรับตั้งแคมป์ ตอนนี้เขากำลังจัดของทุกอย่างลงกระเป๋าใบใหญ่ที่ซื้อมาพร้อมกัน ชายหนุ่มจัดของไปด้วงร้องเพลงคลอไปด้วยเบาๆ ไม่นานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
“เสร็จสักที ว่าแต่ยังมีข้อมูลอะไรอีกไหมนะในหน้าต่างสถานะ” พิชิตไม่รอช้าเขารีบเรียกหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาดูข้อมูลทันที
“สเตตัส” สิ้นเสียงหน้าจอโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นมา
“อืม จำนวนวันที่เหลือ พอยท์ ความสามารถแล้วก็ช่องเก็บของ เดี๋ยวนะช่องเก็บของหรอ” ชายหนุ่มไม่รอช้าเขารีบไปยังช่องเก็บของทันที เมื่อกดเข้ามาเขาก็พบก็ช่องเก็บของว่างๆ ที่เก็บของได้ไม่กี่ชิ้นพิชิตจึงโยนกระเป๋าเป้ของเขาลงไปในนั้นทันที
“ดีจริงๆ ที่มีช่องเก็บของให้ด้วยจะได้ไม่ต้องแบกให้เมื่อย” หลังจากเก็บของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพิชิตก็เดินทางไปยังอาคารของผู้มาจากมิติอื่นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งใจจะหาทีมเพื่อขึ้นหอคอย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ 3 เพื่อนร่วมทีมและการเริ่มต้น
ในที่สุดพิชิตก็เดินมาถึงอาคารของคนจากต่างมิติ เขาก้าวเท้าเข้าไปในอาคารเหมือนเดิมแต่คราวนี้เขาเดินไปยังโซนหาทีมขึ้นหอคอย
“เฮ้ นายนะสนใจมากับเราไหม” เสียงหญิงสาวดังมาจากด้านหลังของพิชิต เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบหญิงคนหนึ่งยืนมองอยู่ เธอมีรูปร่างสมสวนความสูงที่สูงเกือบเท่าพิชิตทำให้เธอดูภูมิฐาน หญิงสาวมองหน้าพิชิตแล้วเดินเข้ามาหาข้างหลังของเธอยังมีสมาชิคอีกสามคน
“ฉันชื่อเจ้าข๋าเรียกเจ้าก็ได้ ตอนนี้ทีมเราขาดคนอยู่คนนึงตั้งใจว่าจะขึ้นไปสำรวจชั้นแรกของหอคอย ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะทางนี้ค่อนค่างมีประสบการณ์การปีนหอคอยถึงจะจำไม่ได้แต่ก็ไม่เคยตายกลับมาได้ครบทีมตลอด” เจ้าข๋าชักชวนพิชิตเข้าทีม ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งเขาหันไปสำรวจคนในทีมที่เหลือ คนแรกเป็นชายหนุ่มผิวเข้มเขาดูสูงโปร่งเก้งก้าง เขามัดผมรวบไว้ด้านหลังตรงปลายผมถูกกัดจนเป็นสีขาวเขาดูเหมือนนักกีฬาบาสเกตบอล คนที่สองเป็นหญิงวัยกลางคน เธอตัวไม่สูงมากและมีรูปร่างท้วมดวงตาเล็กและริมฝีปากโค้งขึ้นทำให้เธอดูเป็นคนใจดี ที่หลังเธอสะพายเป้ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ต่างๆมากมายโผล่ออกมาให้เห็น เธอน่าจะเหมือนเป็นแม่ของคนในทีมเลยทีเดียว สมาชิกทีมคนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มตัวเล็กเขามีผมสีบรอนซ์และตาสีฟ้า ดูเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติไม่ก็ลูกครึ่ง สมาชิคทีมคนนี้ยิ้มอยู้ตลอดแตถ้าเทียบกับคุณป้าสมาชิคทีมก่อนหน้าแล้วผู้ชายคนนี้ดูเหมือนตั้งใจยิ้มมากกว่ายิ้มแบบคุณป้า
“ผมชื่อพิชิต ทีมคุณน้าสนใจมากแต่ต้องบอกก่อนเลยว่าผมเป็นมือใหม่ นี่เป็นการขึ้นหอคอยครั้งแรกของผม” พิชิตตัดสินแล้วว่าทีมนี้น่าสนใจที่จะอยู่ด้วย พวกเขาส่วนใหญ่ดูเป็นมิตรและการที่ทั้งทีมสามารถกลับออกมาจากหอคอยได้อย่างปลอดภัยทุกคนก็ดูจะเป็นการการันตีได้ดีที่เดียวว่าเขาจะไม่ตาย
“เยี่ยม พวกฉันไม่มีปัญหาเรื่องคนใหม่คนเก่าอยู่แล้ว งั้นพวกเราไปหาที่อื่นคุยกันเถอะ” เจ้าข๋ายิ้มอย่างดีใจเธอพาทุกคนเดินออกมาจากอาคารไปยังที่ว่างแถวๆ นั้น
“งั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนก็แล้วกัน” เจ้าข๋าพูด เธอดูกระตือรือร้นมากอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันชื่อเจ้าข๋า คนในทีมเรียกฉันว่าเจ้า เป็นหัวหน้าทีมคอยดูแลความปลอดภัยให้คนในทีมทุกคน” เจ้าข๋าเปิดก่อนคนแรก เธอยิ้มกว้างแล้วส่งไม้ต่อให้คุณป้าด้านข้าง
“สวัสดีจ่ะ ฉันชือมาลานะ ปกติฉันจะคอยดูแลเรื่องอาหารให้คนในทีมแต่นิสัยความเป็นแม่มันติดตัวฉันก็เลยคอยช่วยเรื่องอื่นๆ ในทีมด้วย” คุณป้ามาลายิ้มอย่างเป็นมิตร ตอนเธอยิ้มดวงตาเล็กๆ ของเธอหยีจนมองไม่เห็นลูกตา
“เพราะอย่างนี้คนในทีมถึงเผลอเรียกป้ามาลาว่าคุณแม่บ่อยๆ นะ” เจ้าข๋าพูดเสริม
“อะแฮ่ม สวัสดีครับผมชื่อฟิวส์เป็นลูกครึ่งครับ ก่อนมาที่มิตินี้ผมยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมอยู่เลยดังนั้นอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนะครับ” ฟิวส์ยิ้มให้พิชิตพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวอย่างอายๆ เรียกความน่ารักได้มากโข
“ฉันคนสุดท้ายสินะ ฉันชื่อเต้เป็นนักกีฬา อยู่ที่นี่มานานแล้วอีกไม่กี่ปีก็ได้ไปเกิดแล้วแหละ” เต้แนะนำตัวเขาดูเกร็งๆ อย่างเห็นได้ชัด
“ผมชื่อพิชิต ก่อนมาที่นี่ผมเป็นพนักงานบริษัทธรรมดานี่แหละครับ เดิมทีก็ไม่ได้ชอบออกกำลังกายอยู่แล้วไม่รู้ปีนหอคอยครั้งแรกผมจะไหวไหม ต้องรบกวนทุกคนแล้วนะครับ” พิชิตเป็นคนสุดท้ายที่แนะนำตัว เขาค่อนค่างพอใจกับทีมใหม่นี้ของเขาพอตัว ทุกคนดูเป็นมิตรถึงแม้จะมีบางคนที่น่าสงใสอยู่นิดหน่อยอีกทั้งทีมนี้ยังมีประสบการณ์สูงและสมาชิกในทีมปลอดภัยกลับมาทุกคน
“ทีนี้เราก็รู้จักกันทุกคนแล้วนะ วันนี้เราก็แยกย้ายไปซื้อเสบียงมาตุนไว้ จากความรู้สึกที่ฉันจำมาได้นิดหน่อยที่นั้นร้อนมากๆ ทุกคนต้องเตรียมน้ำไปเยอะหน่อยนะ เสื้อผ้ากันแดดขอเสื้อที่คลุมทั้งตัวเลยนะ โดยเฉพาะนายเต้ เข้าใจไหมทุกคน” เจ้าข๋ากล่าว
“เข้าใจแล้วๆ ฉันจำความรู้สึกได้น่าว่าครั้งที่แล้วไม่ยอมเอาเสื้อคลุมไปนี่ร้อนเหมือนโดนเผาเลย แค่คิดก็ขนลุกไม่หาย” เต้บ่นพลางกอดอกด้วยความกลัว หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายหันไปเตรียมของใช้เพิ่มเติมเพื่อปีนหอคอยในวันต่อมา
พิชิตแยกตัวออกมาแล้วเขาต้องไปหาเสื้อคลุมและน้ำมาตุนเพิ่มจากคำเตือนของเจ้าข๋า หลังจากทำความรู้จักกับสมาชิคในทีมแลพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งเขาก็รับรู้ว่าคนที่กลับลงมาถึงจะจำความรู้สึกตอนอยู่ในหอคอยได้แต่จำได้ไม่หมดซึ่งค่อนข้างลำบากต่อการรวบรวมข้อมูล ทีมของเจ้าข๋าที่ได้ข้อมูลเยอะขนาดนั้นคงเพราะเข้าไปหลายครั้งแล้ว ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นก็มีมือมาดึงเสื้อของเขาเอาไว้เบ่าๆ เมื่อหันไปมองก็ปรากฏว่าเป็นฟิวส์นั้นเอง
“ฟิวส์ นายมีอะไรหรือป่าว” เด็กชายตรงหน้าดูไม่สบายใจเหมือนมีเรื่องจะพูด เขาลากพิชิตไปที่ตรอกเล็กๆ ที่หนึ่ง
“คือพี่พิชิตจะไม่เชื่อผมก็ได้นะ รอบล่าสุดที่ผมกับทีมขึ้นหอคอยผมจำความรู้สึกมาได้สองสามเรื่อง เรื่องแรกคือที่นั้นร้อนมากเหมือนที่พี่เจ้าข๋าบอก เรื่องที่สองคือผมเจ็บมากเหมือนโดนแทงมันน่ากลัวมากๆ อันนี้ผมบอกพี่เจ้าข๋าไปแล้วแต่พี่เขาไม่ยอมบอกคนอื่นในทีมเลยไม่รู้ว่าทำไมแล้วก็…” ฟิวส์เงียบไป พิชิตที่ตั้งใจฟังอยู่จึงสกิดไหล่เด็กชายให้พูดต่อ
“คือ มันพูดยากฮะ ผมรู้สึกเหมือนถูกหักหลังแบบมัน มันเป็นความรู้สึกว่าอยู่คนเดียวเหมือนโดนทิ้งครับผมไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นแต่ผมรู้สึกจริงๆ” ฟิวส์รีบพูดออกมาเร็วๆ หลังจากเขาพูดจบเด็กชายก็ยืนก้มหน้าอยู่นิ่งๆ แบบนั้น พิชิตที่คิดตามคำพูดของฟิวส์ถอนหายใจเล็กน้อย ดูเหมือนทีมนี้จะมีปัญหามากกว่าที่คิด เขายกมืลูบหัวเด็กชายเบาๆ
“จริงๆ นายอาจจะหลงทางก็ได้ฟิวส์ มีนคิดได้สองอย่างนะ” พิชิตปลอบ
“แต่ว่า…ผมอาจจะหลงจริงๆ ก็ได้ครับ” ฟิวส์ทำท่าจะแย้งแต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบ
“ขอบคุณนะครับที่ฟังผม ผมไปเตรียมของก่อนนะครับ” ฟิวส์กล่าวลาและวิ่งออกไปทันที
ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นหอคอย ในวันนี้พิชิตและคนในทีมมารวมตัวกันที่หน้าหอคอยตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างสะพายเป้ใบใหญ่กันมาคนละใบโดยเฉพาะเจ้าข๋าที่พกดาบมาด้วยเล่มหนึ่ง
“สวัสดีค่ะทุกคน” เจ้าข๋าร้องทักทุกคนในทีม เธอโบกมือให้คนในทีมที่ค่อยๆ เดินมารวมตัวกัน
“การขึ้นหอคอยครั้งที่เท่าแล้วก็ไม่รู้กำลังจะเริ่มแล้วนะคะ ทุกคนพร้อมกันหรือยัง” เจ้าข๋าเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นและในที่สุดการปีนหอคอยก็เริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าข้างในหอคอยจะมีอะไรและจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง คนทรยศของฟิวส์คือใครและสุดท้ายจะมีใครเสียชีวิตไหม ทุกเหตุการณ์ในหอคอยล้วนเป็นความลับเพราะสุดท้ายทุกคนก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งอยู่นอกหอคอยพร้อมความทรงจำที่ขาดหายและความรู้สึกที่ฝังลึก
------------------------------------------------------------------------------------------------------ จบ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็น